ปังมาก! หม้อแม่จูน ธุรกิจครอบครัวเปิ้ล นาคร ขายวันละ 3,000 หม้อ

ถ้าช่วงนี้เลื่อนฟีดแล้วเจอภาพหม้อแกงไก่กะทิสีส้มเข้ม ๆ ที่มีน่องไก่ชิ้นโตกองพะเนิน แทบไม่ต้องเดาเลยว่าคือ “หม้อแม่จูน” ธุรกิจอาหารของครอบครัว เปิ้ลนาคร ศิลาชัย ที่กลายเป็นกระแสแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี 2568

จากจุดเริ่มต้นที่รับออเดอร์หลักสิบหม้อ วันนี้กำลังการผลิตขยับขึ้นไปถึงหลัก วันละ 3,000 หม้อ และยังมีรายงานว่ายังไม่พอขายอยู่ดี

สิ่งที่ทำให้เคสนี้น่าสนใจกว่าดราม่าดาราทำธุรกิจทั่ว ๆ ไป คือมันไม่ได้โตเพราะชื่อเสียงอย่างเดียว แต่โตเพราะระบบหลังบ้านที่ตามกระแสทัน

บทความนี้เลยพาไปดูตั้งแต่ที่มาของแบรนด์ เบื้องหลัง ไปจนถึงกลยุทธ์ที่ทำให้แกงไก่หม้อเดียวกลายเป็นธุรกิจหลักร้อยล้าน

Table of Contents

ที่มาของ “หม้อแม่จูน” ธุรกิจครอบครัวเปิ้ล นาคร

หม้อแม่จูนเปิดตัวอย่างเป็นทางการช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2568 โดยมี จูน กษมา ศิลาชัย ภรรยาของเปิ้ล นาคร เป็นเจ้าของและเป็นคนคุมสูตรเอง จุดขายตั้งแต่วันแรกคือแกงไก่กะทิหม้อใหญ่ที่ให้ปริมาณเยอะจนแชร์กันได้ทั้งบ้าน

อ้างอิง: ข่าวสด

จุดเริ่มต้นจากแกงไก่ทำบุญ ไม่ใช่จากแผนธุรกิจ

ก่อนจะเป็นแบรนด์ ครอบครัวศิลาชัยทำแกงไก่หม้อใหญ่แจกในงานบุญและงานศพมาก่อนหลายปี โดยเฉพาะการทำบุญให้ศพไร้ญาติ จนสูตรนี้ถูกชิมและถูกชมมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เจ้าตัวเล่าว่าวันหนึ่งเกิดความรู้สึกวูบขึ้นมาหลังงานทำบุญ เลยบอกสามีว่า “เรามาทำแกงไก่ขายกันเถอะ” ซึ่งเปิ้ลนาคร ก็เอาด้วยเต็มตัว

จุดนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันแปลว่าสินค้าผ่านการทดสอบตลาดแบบไม่รู้ตัวมาก่อนแล้วเป็นปี ๆ ต่างจากธุรกิจอาหารทั่วไปที่มักเริ่มจากสูตรใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยกิน

จาก 7 หม้อ สู่ 20,000 หม้อภายในสองสัปดาห์

ตัวเลขช่วงเปิดตัวคือสิ่งที่ทำให้สื่อธุรกิจหันมามอง ล็อตแรกทำแค่ราว 7 หม้อให้ญาติและเพื่อนสนิทชิม จากนั้นเริ่มเปิดรับออเดอร์จริงหลักสิบหม้อในวันแรก ผ่านไปเพียง 3 วัน ยอดพรีออเดอร์พุ่งไปแตะ 1,000 หม้อ และภายในสองสัปดาห์ยอดสะสมทะลุ 20,000 หม้อ

ทำไมคนถึงอยากลอง

ส่วนผสมของกระแสมาจากสามอย่างพร้อมกัน คือความอยากรู้ว่าดาราทำอาหารขายจะอร่อยจริงไหม ภาพหม้อใหญ่ที่ถ่ายแล้วดูคุ้มจนอยากแชร์ และการที่มันเป็น “แกงไก่” อาหารบ้าน ๆ ที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบายเยอะว่าคืออะไร

อ้างอิง: Today LINE

รายการเมนูหม้อแม่จูน

  • แกงไก่หม้อแม่จูน แบบที่ 1 (ปกติ): ใส่เนื้อไก่, ตีนไก่, เครื่องในไก่, เลือดไก่ และมะเขือเปาะ (ราคา 459 บาท)
  • แกงไก่หม้อแม่จูน แบบที่ 2 (ไก่ล้วน): เน้นเนื้อไก่และมะเขือเปาะ ไม่มีเครื่องในหรือตีนไก่ (ราคา 459 บาท)
  • แกงเนื้อออสเตรเลีย: ใช้เนื้อชายท้องและเอ็นตุ๋นจนนุ่ม น้ำแกงเข้มข้น (ราคา 659–689 บาท)
  • แกงซี่โครงหมูขุน: ซี่โครงหมูกระดูกอ่อนชิ้นใหญ่กับเอ็นกรุบๆ ในน้ำแกงกะทิข้น (ราคา 559 บาท)
  • แกงเขียวหวานเนื้อน่องลาย: เมนูแกงเขียวหวานเนื้อเปื่อยเสริมเข้ามาตามรอบออกบูธ

เบื้องหลังความสำเร็จของแกงไก่แม่จูน

สูตรบ้าน ๆ ที่ไม่ลดทอน

หัวใจของแกงไก่แม่จูนคือน้ำพริกแกงที่ตำเอง ไม่ได้ใช้พริกแกงสำเร็จรูปเป็นหลัก ทำให้กลิ่นเครื่องแกงชัดและรสไม่แบน เมื่อรวมกับกะทิที่เคี่ยวจนได้ที่ ผลลัพธ์คือน้ำแกงข้นหอมที่คนรีวิวมักพูดถึงเป็นอย่างแรก

วัตถุดิบไซซ์จัมโบ้เป็นจุดต่าง

แนวคิดที่จูนย้ำบ่อยคือ “ใหญ่ ใหม่ สด อร่อย” หม้อหนึ่งน้ำหนักราว 2 กิโลกรัม กินได้ประมาณ 6-8 คน ข้างในมีน่องไก่ชิ้นใหญ่ราว 5 น่อง เนื้อไก่สับ เลือดไก่ก้อนโต และมะเขือเปราะ ในราคาราว 450-459 บาท ซึ่งเมื่อหารต่อหัวแล้วถือว่าไม่แพงสำหรับปริมาณระดับนี้

เอกลักษณ์ที่ทำให้ลูกค้าจดจำ

สิ่งที่ทำให้แบรนด์ติดตาไม่ใช่แค่รสชาติ แต่คือ “ภาพจำของหม้อ” หม้อใบใหญ่ที่เปิดฝาแล้วเห็นของแน่น ๆ กลายเป็นคอนเทนต์ที่ลูกค้าถ่ายเองและช่วยกระจายต่อโดยแบรนด์ไม่ต้องออกแรง ซึ่งเป็นสิ่งที่เงินซื้อได้ยากกว่าโฆษณา

เบื้องหลังการผลิตและการบริหารยอดขาย

ครัวกลางและทีมงาน

เมื่อออเดอร์กระโดดจากหลักสิบเป็นหลักพันภายในไม่กี่สัปดาห์ ครัวบ้านย่อมเอาไม่อยู่ แบรนด์จึงย้ายมาใช้ระบบครัวกลางพร้อมทีมงานราว 30 กว่าคน เพื่อคุมทั้งกำลังการผลิตและความสม่ำเสมอของรสชาติในเวลาเดียวกัน

การเตรียมสินค้าและการจัดส่ง

สินค้าถูกจัดเป็นหม้อพร้อมอุ่น ซึ่งเหมาะกับการขนส่งมากกว่าอาหารจานร้อนที่ต้องกินทันที ลูกค้าสั่งผ่านช่องทางออนไลน์อย่าง LINE เป็นหลัก ควบคู่กับการออกบูธตามงานและห้างต่าง ๆ เช่น ซีคอนบางแค ทำให้คนที่ไม่อยากรอส่งสามารถซื้อกลับบ้านได้เลย

บริหารดีมานด์ด้วยระบบพรีออเดอร์

จุดที่หลายร้านพลาดคือรับออเดอร์เกินกำลังจนคุณภาพตก แต่หม้อแม่จูนใช้วิธีจำกัดจำนวนต่อรอบและเปิดพรีออเดอร์เป็นล็อต ทำให้ควบคุมวัตถุดิบและคิวการผลิตได้ ผลพลอยได้คือความรู้สึก “ของหายาก” ที่ยิ่งกระตุ้นความอยากลองเข้าไปอีก

กลยุทธ์การตลาดที่ทำให้หม้อแม่จูนกลายเป็นกระแส

แบรนด์ได้แรงส่งสำคัญจากรีวิวของเพจอาหารสายกินจริงรีวิวจริงอย่าง “อวยไส้แตกแหกไส้ฉีก” ที่พูดถึงความคุ้ม เนื้อไก่นุ่ม และน้ำแกงหอมเข้มข้น การให้ปากต่อปากทำงานแทนโฆษณาเต็มรูปแบบ ช่วยให้ข้อความน่าเชื่อถือกว่าการโปรโมตด้วยตัวเอง

ขึ้นแพลตฟอร์มเดลิเวอรี

การเข้าไปอยู่บน GrabFood กลายเป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนโครงสร้างรายได้ โดยมีรายงานว่าช่องทางนี้คิดเป็นราว 25% ของรายได้รวม และภายในราว 8 เดือน แบรนด์ก็ขยายจุดขายเป็น 5 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

นอกจากนี้ยังคว้ารางวัลสุดยอดร้านขวัญใจโลกโซเชียลจากเวที GrabThumbsUp Awards 2026 มาการันตีกระแสอีกชั้น

ขยายจากออนไลน์สู่หน้าร้านและตลาดต่างประเทศ

อ้างอิง: ข่าวสด

ทิศทางต่อไปคือการเข้าห้าง โดยมีการเจรจากับเชนค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Central และ Lotus’s พร้อมกันนั้นยังต่อยอดเป็นน้ำพริกแกงบรรจุเพื่อส่งออก ซึ่งเก็บได้นานและขนส่งง่ายกว่าตัวแกงสำเร็จ โดยเริ่มชิมลางออกบูธต่างประเทศครั้งแรกที่เกาหลีใต้ ส่วนเป้ารายได้ที่เจ้าตัวประกาศไว้สำหรับปีนี้อยู่ที่ราว 240 ล้านบาท

มุมมองลูกค้า

ประเด็นที่ถูกพูดถึงซ้ำ ๆ คือปริมาณที่ให้เยอะจริง ชิ้นไก่ใหญ่ น้ำแกงหอมเครื่องแกง และการที่หม้อเดียวเลี้ยงได้ทั้งครอบครัว หลายคนบอกว่าเหมาะกับงานรวมญาติหรือมื้อวันหยุดที่ไม่อยากทำกับข้าวเอง

อีกฝั่งมองว่าหลักสี่ร้อยกว่าบาทต่อหม้อถือว่าแพงเมื่อเทียบกับแกงไก่ตามตลาด ซึ่งเป็นข้อถกเถียงที่เห็นได้ทั่วไปในโซเชียล คำตอบขึ้นอยู่กับว่าผู้ซื้อตีมูลค่าของวัตถุดิบไซซ์ใหญ่ ค่าแรงในการตำเครื่องแกงเอง และความสะดวกที่ไม่ต้องเข้าครัวเองมากแค่ไหน

สรุป

หม้อแม่จูนเป็นตัวอย่างที่ชัดมากว่าธุรกิจครอบครัวคนดังจะไปได้ไกลหรือไม่ ไม่ได้วัดกันที่ชื่อเสียงตอนเปิดตัว แต่วัดกันที่ว่ารับมือกับความสำเร็จได้ดีแค่ไหน จากแกงไก่ที่เคยทำแจกในงานบุญ

วันนี้กลายเป็นแบรนด์ที่ผลิตหลักพันหม้อต่อวัน มีครัวกลาง มีทีมงาน มีช่องทางเดลิเวอรี และกำลังเดินหน้าสู่ชั้นวางในห้างและตลาดส่งออก

ใครที่กำลังคิดทำธุรกิจอาหาร เคสนี้น่าจะให้บทเรียนได้มากกว่าคอร์สสัมมนาหลายคอร์สรวมกัน